หนังบางเรื่องเต็มไปด้วยฉากดราม่าเข้มข้นและอารมณ์ที่แทบจะปะทุหน้าจอออกมาตลอดเวลา ขณะที่บางเรื่องก็เล่าอย่างนิ่ง ๆ ให้คนดูค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึก แต่หลังจากที่เราได้ดู In Bruges เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีความกลมกล่อมทั้งการทำให้ผู้คนเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครและความถึงพริกถึงขิงที่ผ่านการเล่าเรื่องเรียบๆได้เป็นอย่างดี In Bruges เป็นหนังที่ผสมทั้งอาชญากรรม ความรู้สึกผิด อารมณ์ขัน และความงดงามของปถุชน จนออกมากลายเป็นเรื่องราวที่ดูจริงและมีความเป็นมนุษย์มาก
เวลาที่เราดูหนังเกี่ยวกับมือปืนหรือนักฆ่ามืออาชีพ เคยสงสัยไหมคะว่า “จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามือปืนรับจ้างทำภารกิจไม่สำเร็จ?” หนังเรื่องนี้ก็มีคำตอบให้ค่ะ
In Bruges เป็นเรื่องรางของ เรย์ (Colin Farrell) และ เคน (Brendan Gleeson) สองนักฆ่าชาวไอริชที่ถูกส่งให้ไปหลบตัวที่เมืองบรูจส์ ประเทศเบลเยียม หลังจากภารกิจครั้งหนึ่งจบลงด้วยความผิดพลาดครั้งใหญ่ ซึ่งเรย์เป็นคนหนุ่ม ใจร้อน และกำลังแบกความรู้สึกผิดเอาไว้เต็มอก เขาเกลียดเมืองบรูจส์ตั้งแต่วินาทีแรกที่มาถึง ส่วนเคนซึ่งอายุมากกว่าและมองโลกอย่างสุขุมกว่า กลับมองว่าเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่แห่งนี้ เป็นโอกาสให้เขาได้หยุดพักและหายใจช้า ๆ สักครั้ง
2 คน 2 วัย ที่มองโลกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และเมื่อ แฮร์รี (Ralph Fiennes) เดินทางมาถึงบรูจส์ในที่สุด ทุกสิ่งที่ตัวละครพยายามหลีกหนีหรือเก็บซ่อนไว้ก็ปะทุขึ้นพร้อมกัน
ความแตกต่างของเรย์กับเคน—คนหนึ่งกระสับกระส่าย อยากหนีไปให้พ้นๆจากที่นี่ซะที ส่วนอีกคนกลับรู้สึกสงบเมื่อได้อยู่ที่นี่— ความขัดแย้งด้านความรู้สึกทางอารมณ์ของ 2 ตัวละครนี้ ทำให้หนังมีมิติทางอารมณ์มากขึ้น จนรู้สึกเหมือนเมืองบรูจส์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่พวกเขาเดินผ่าน แต่เป็นกระจกที่สะท้อนความรู้สึก ความคิด และความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในใจของแต่ละคน

อีกหนึ่งจุดเด่นของ In Bruges คือบทสนทนาที่ทั้งคม ฉลาด และแฝงแง่คิดเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง
การโต้ตอบกันระหว่างเรย์กับเคนเป็นสิ่งที่ทำให้หนังมีชีวิตชีวามาก เรย์เป็นคนประชดประชัน ขี้หงุดหงิด และพูดทุกอย่างตามอารมณ์ ขณะที่เคนกลับใจเย็น สุขุม และมักมองเรื่องต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล ความแตกต่างของทั้งคู่ทำให้บทสนทนาออกมาทั้งสนุกและน่าติดตาม ซึ่งสำหรับ openminddutch หนังเรื่องนี้ถึงจะดำเนินเรื่องไปอย่างช้าๆ แต่เรารู้สึกว่าบทสนทนาของตัวละครในหนังเรื่องนี้มันมี ‘สสาร’ ในการพูดคุยระหว่างกัน มันไม่ใช่แค่การ พูดไปเรื่อย เหมือนหนังคอมมาดี้ตลกๆดาดเดื่อนทั่วไป
นอกจากนี้อารมณ์ขันของหนังเป็นแบบ “ดาร์กคอมเมดี้” ที่บางมุกอาจทำให้คนดูตกใจหรือรู้สึกอึ้ง แต่ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเรียกเสียงหัวเราะแบบผิวเผิน ทุกคำพูดและทุกมุกล้วนช่วยเปิดเผยตัวตนของตัวละคร ทั้งความกลัว ความหวัง ความรู้สึกผิด และข้อบกพร่องที่ทำให้พวกเขาดูเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งมากกว่าจะเป็นเพียงนักฆ่าในหนังอาชญากรรม

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ In Bruges น่าประทับใจ คือทีมนักแสดงที่ถ่ายทอดบทบาทของตัวละครได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ละคนมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ถึงแม้คุณจะไม่ใช่คอหนังหรือชอบดูหนังหากหลายแนว แต่เราเชื่อว่าคุณต้องเคยเห็นหน้านักแสดงจากหนังเรื่องนี้จากหนังเรื่องอื่นแน่นอนค่ะ
เริ่มกันที่ Colin Farrell ที่ถ่ายทอดบท เรย์ ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาทำให้ตัวละครที่ทั้งกวน ประชด และอารมณ์ร้อน กลับมีด้านที่เปราะบางและน่าเห็นใจอยู่ในคนเดียวกัน ผลงานเรื่องนี้ยังส่งให้เขาคว้ารางวัล Golden Globe และถูกยกให้เป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา (เป็นดาราที่ผ่านมาหลายบทบาทมาก พยายามลุ้นให้เขาได้รางวัลสักที)
ส่วน Brendan Gleeson ที่หลายคนอาจคุ้นหน้าจากบท Mad-Eye Moody ใน Harry Potter รับบทเป็น เคน ได้อย่างอบอุ่น สุขุม และเปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็งแบบเงียบ ๆ เขาเป็นเหมือนสมดุลของเรื่อง และเป็นตัวละครที่ทำให้หลายฉากเต็มไปด้วยความรู้สึกโดยไม่ต้องพูดอะไรมาก
ด้าน Ralph Fiennes นักแสดงที่หลายคนจดจำได้จากบท โวลเดอมอร์ ก็สร้างความประหลาดใจด้วยการรับบท แฮร์รี ได้ทั้งน่าเกรงขามและชวนขำในเวลาเดียวกัน จังหวะการแสดงและการปล่อยมุกของเขาคมมาก จนกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของหนัง
ขณะที่ Clémence Poésy ซึ่งหลายคนรู้จักในบท Fleur Delacour จาก Harry Potter ก็รับบท โคลอี้ ได้อย่างนุ่มนวลและชวนค้นหา การปรากฏตัวของเธอช่วยเติมความอบอุ่นและความลึกลับเล็ก ๆ ให้กับเรื่องราว
หรือนี่คือจักรวาลของ Harry Potter ที่เกิดขึ้นที่เบลเยี่ยม!
สำหรับ openminddutch รู้สึกว่าหนึ่งในเสน่ห์ที่ทำให้ In Bruges (หรือในภาษาดัตช์ชื่อเมืองคือ Brugge) น่าจดจำ คือการที่ตัวเมืองบรูจส์ไม่ได้เป็นแค่ฉากหลังของเรื่อง แต่กลายเป็นเหมือน “ตัวละคร” อีกตัวที่มีบทบาทสำคัญ บรูจส์เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยคลอง สะพาน ถนนหิน อาคารยุคกลาง หอคอยเก่า และโบสถ์สไตล์โกธิก ความสวยงามแบบคลาสสิกของเบลเยียมทำให้เมืองแห่งนี้เหมือนหลุดออกมาจากนิทาน จึงไม่น่าแปลกใจที่นักท่องเที่ยวจากทั่วยุโรปต่างอยากมาเยือน

ตัวเราเองได้ไปเที่ยวเมืองนี้อยู่หลายครั้ง เมื่อตอนที่เราอยู่ที่เบลเยี่ยม เป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบ แต่อาคารบ้านเรือน ถนน สิ่งก่อสร้าง บวกกับบรรยากาศของยุโรป ช่างเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนใจเพื่อหลักหนีความวุ่นวายได้ดีทีเดียวค่ะ น่าเสียดายที่ตอนนั้นเองเราเองอยู่ในช่วงวัยเรียน เลยไม่ได้ฉุกคิด ลองหยุดพักว่าบรรยากาศแบบนี้มันช่างทำให้ใจสงบดีเหลือเกิน ตอนนั้นชีวิตไลฟสไตล์ของเรามีแต่จะเข้า Antwerpen (หากใครสงสัยว่าทำไมผู้เขียนชอบเข้า Antwerpen สามารถอ่านดูได้ที่นี่เลยค่ะ)
หากผู้อ่านคนไหนมีแพลนจะเดินทางไปประเทศเบลเยี่ยม openminddutch ขอแนะนำเลยนะคะว่าคุณจะต้องไปเยือนเมืองนี้ให้ได้!