ถ้าจะพูดถึง Netherlands เรามักนึกถึงประเทศที่ “สร้างแผ่นดินจากทะเล” จากทั้งด้านวิศวกรรมและความร่วมมือของผู้คน เราคิดถึงประเทศที่ “ต่อรองกับธรรมชาติ” มาตลอดประวัติศาสตร์ ประเทศเล็ก ๆ ที่ผ่านการต่อสู้กับน้ำมาหลายศตวรรษ จนคำว่า ‘ความร่วมมือ’ ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม คุณค่าของคำว่า vrijheid (เสรีภาพ) และ verdraagzaamheid (ความอดทนอดกลั้น) สำหรับชาวดัตช์ ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา มันไม่ใช่แค่คำสวย ๆ เอาไว้พูดในสุนทรพจน์ แต่มันอยู่ในระบบการศึกษา ในกฎหมาย ในบทสนทนาประจำวัน
และบางครั้งก็ชวนให้เราคิดว่าวัฒนธรรมการเมืองของดัตช์ก็เติบโตมาจากรากแบบเดียวกัน…
มันไม่ใช่การเมืองแบบเร้าอารมณ์ แต่มันคือการเมืองแบบเจรจา ไม่ใช่การประกาศชัยชนะเสียงดัง แต่เป็นการค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ ขยับ และนี่แหละค่ะ ที่ทำให้การเลือกตั้งของ Rob Jetten เป็นที่จับตามองไปทั่วโลก เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ดัตช์ และเป็นผู้นำที่เปิดเผยตัวว่าเป็นLGBTQIA+ อย่างชัดเจน!

หลายๆประเทศและแน่นอนว่ารวมถึงประเทศไทย นี่อาจถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่” แต่สำหรับเรา สิ่งที่น่าสนใจกลับไม่ใช่ความหวือหวาของเหตุการณ์ แต่คือความ “ไม่หวือหวา” ของมันต่างหาก เพราะอะไร?
มันเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่มีความตื่นตระหนก
ไม่มีการทำให้เป็นสัญลักษณ์เกินความจำเป็น
และนี่คือการแสดงตัวตนในการเป็น ‘ชาวเนเธอร์แลนด์’
Jetten มาจากพรรค Democrats 66 (D66) ซึ่งมีภาพลักษณ์เสรีนิยมก้าวหน้า แต่สิ่งที่เราสังเกตคือ เขาไม่ได้ชูอัตลักษณ์เป็นจุดขายหลัก เขาพูดเรื่อง climate policy เรื่องความเป็นธรรมทางสังคม เรื่อง governance ที่ทำได้จริง และเราคิดว่านั่นแหละที่ทำให้มัน powerful กว่าเดิม เพราะมันบอกว่า เขาไม่ได้ชนะ “เพราะ” เขาเป็นเพศทางเลือก เพราะเขาแตกต่าง เพราะแสดงจุดที่สามารถเรียกร้องความสนใจ เพราะแส่งความดราม่า ได้ แต่เขาชนะเพราะเขามีความสามารถ และสังคมพร้อมจะมองข้ามเรื่องเพศสภาพไปโฟกัสที่คุณภาพผู้นำ มันแปลว่า สังคมพร้อมจะมองเห็น “ความสามารถ” ก่อน “ป้ายกำกับ” Jetten ไม่เคยหาเสียงด้วยอัตลักษณ์เพียงอย่างเดียว เสน่ห์ของเขาอยู่ที่ความชัดเจนทางความคิด และความสามารถในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่าทั้งความครอบคลุม (inclusion) และความสามารถ (competence) ควบคู่กันไป

แน่นอนว่า visibility ยังสำคัญอยู่มาก ในโลกที่ LGBTQIA+ หลายพื้นที่ยังถูกกีดกัน การที่ผู้นำประเทศคนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย รวมถึงการหมั้นกับนักกีฬาอย่าง Sander van der Streek มันส่งสัญญาณบางอย่างว่า “คุณไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวเพื่อจะเป็นผู้นำ” มันเป็นสัญญาณของความปกติที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้
ย้อนกลับไป ปี 2001 เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในโลกที่รับรองการแต่งงานเพศเดียวกัน ตอนนั้นมันคือก้าวที่ยิ่งใหญ่มาก แต่พอมาวันนี้ การมีนายกฯ ที่เป็น LGBTQIA+ กลับไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการปฏิวัติ มันรู้สึกเหมือนเป็น evolution มากกว่า
มันไม่ใช่การเปลี่ยนโลกแบบฉับพลัน
แต่มันคือการค่อย ๆ ขยับไปข้างหน้า

แน่นอนว่า Jetten ไม่ใช่ผู้นำ LGBTQ+ คนเดียวในโลก เราเคยเห็น Jóhanna Sigurðardóttir ในไอซ์แลนด์ หรือ Gabriel Attal ในฝรั่งเศส มาก่อน แต่มันก็ยังไม่ใช่เรื่องปกติในหลายประเทศ และยิ่งในช่วงที่กระแสประชานิยมฝ่ายขวาในยุโรปกำลังแข็งแรงขึ้น การที่ชาวดัตช์เลือกเส้นทางนี้ มันเลยยิ่งมีนัยยะ
สำหรับ OpenMindDutch นี่ไม่ใช่เรื่องของอุดมคติ มันคือเรื่องของความสอดคล้องเมื่อค่านิยมของสังคมค่อย ๆ พัฒนา การเมืองก็ควรสะท้อนมัน และเมื่อการเมืองสะท้อนมันได้จริง นั่นอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของวุฒิภาวะทางประชาธิปไตย
เราไม่ได้มองว่ามันคือจุดจบของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม แต่เรามองว่ามันคือหลักฐานว่า การเปลี่ยนแปลงที่มั่นคง มักเกิดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งบางที สิ่งที่ทำให้เนเธอร์แลนด์น่าสนใจที่สุด ไม่ใช่แค่ความสามารถในการสร้างแผ่นดินจากทะเล แต่คือความสามารถในการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใครเลยค่ะ
แล้วคุณล่ะคะ คิดยังไงกับการเลือกของเนเธอร์แลนด์ครั้งนี้?
แหล่งอ้างอิง:
Progress in the Netherlands: “The Netherlands has stood still for 15 years,” says Rob Jetten – DutchNews.nl
Jetten’s recent election win: D66’s Rob Jetten claims election win, aims for broad coalition – DutchNews.nl
รูปปกจาก Univers magazine