วิ่งยังไงให้โดนแบน? ดราม่าชาวดัตช์กับชมรมวิ่งสุดฉาวในบาหลี

  • Home
  • วิ่งยังไงให้โดนแบน? ดราม่าชาวดัตช์กับชมรมวิ่งสุดฉาวในบาหลี
Shape Image One
วิ่งยังไงให้โดนแบน? ดราม่าชาวดัตช์กับชมรมวิ่งสุดฉาวในบาหลี

ถ้าใครได้ยินข่าวว่า “ชาวดัตช์สองคนถูกอินโดนีเซียแบน เพราะเปิดชมรมวิ่งแล้วกีดกันไม่ให้คนอินโดนีเซียท้องถิ่นเข้าร่วมชมรวมวิ่ง” ก็น่าจะต้องมีแอบเลิกคิ้วกันบ้างค่ะ แอดมินเองก็เช่นกัน เพราะฟังเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องเล็กมาก — แค่ชมรมวิ่งเองนะ จะกลายเป็นเรื่องระดับประเทศแและข่างดังทั่วโลกได้อย่างไร?

พอไปไล่อ่านรายละเอียดแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ประเด็นว่าใครวิ่งกับใครหรือมีใครในชมรวมนักวิ่งบ้าง แต่มันไปแตะทั้งเรื่อง สิทธิของคนท้องถิ่น การทำกิจกรรมของชาวต่างชาติ กฎการจัดงานในอินโดนีเซีย และปัญหาความตึงเครียดระหว่างชาวต่างชาติกับคนท้องถิ่นในบาหลี ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

เรื่องเริ่มจากชมรมวิ่งที่ชื่อ Entourage Bali

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Entourage Bali ซึ่งจัดกิจกรรมสำหรับกลุ่ม digital nomads และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในบาหลี โดยหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือ “Bali Silent Disco” หรือกิจกรรมวิ่งที่ผู้เข้าร่วมใส่หูฟังและวิ่งไปพร้อมกับเสียงเพลง โดยกิจกรรมลักษณะนี้ได้รับความนิยมในย่าน Canggu ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติและ digital nomads อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ฟังดูสนุกใช่ไหมคะ?

แน่นอนว่าคนอินโดนีเซียเองก็อยากร่วมงานด้วยเพราะการเข้าร่วมชมรมวิ่งก็ไม้น่าจะต้องคัดกรองคน หรือตรวจสอบประวัติเพื่อสมัครเข้าทำงาน แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีชาวอินโดนีเซียบางคนพยายามสมัครเข้าร่วมกิจกรรม แล้วพบว่าการสมัครของตัวเองถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับการอนุมัติ ในขณะที่ผู้สมัครชาวต่างชาติบางรายกลับได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว!

สื่อภาษาดัตช์อย่าง IndonesiëNu รายงานว่า มีการเผยแพร่ภาพหน้าจอของบทสนทนาออนไลน์ที่ทำให้ใครต่อใครหลายคนเกิดข้อสงสัยว่าผู้สมัครถูกคัดเลือกโดยแบ่งตามสัญชาติหรือเปล่า? เพราะมีหลายกรณีที่ผู้สมัครชาวอินโดนีเซียถูกปฏิเสธ ขณะที่ผู้สมัครที่ระบุว่าเป็นชาวเยอรมันได้รับการอนุมัติซะอย่างนั้น

และตรงนี้แหละค่ะที่เรื่องเริ่มไม่ธรรมดา เพราะคำถามคือ… นี่เป็นแค่ความผิดพลาดของระบบ หรือเป็นการตั้งใจคัดคนกันแน่?

ฝั่ง Entourage บอกว่า “ระบบการตอบรับอัตโนมัติมีปัญหา” และแน่นอนว่าทาง Entourage Bali บอกว่าไม่ได้ตั้งใจเลือกปฏิบัติต่อชาวอินโดนีเซียค่ะ แต่เป็นเรื่องระบบรวนต่างหากล่ะ ทางกลุ่มก็เลยออกแถลงการณ์ขอโทษและอธิบายว่าเกิดความผิดพลาดในระบบอนุมัติอัตโนมัติ ทำให้หมายเลขโทรศัพท์ของอินโดนีเซียที่ขึ้นต้นด้วย +62 บางส่วนถูกปฏิเสธโดยไม่ตั้งใจ

ชาวอินโดฯออกมาตั้งข้อสงสัยว่าทำไมไม่ได้เข้ากลุ่มวิ่ง
ทาง Entourage ออกมาขอโทษและชี้แจง

นอกจากนี้ Entourage ยังยืนยันว่ากลุ่มไม่ได้ต้องการสร้างชุมชนที่แบ่งแยกตามสัญชาติ และระบุว่ายังมีชาวอินโดนีเซียที่คิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางรายการด้วย

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของ “ระบบรวน” ใช่ไหมคะ? แต่ปัญหาคือ สำหรับคนที่ถูกปฏิเสธ เขาอาจไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นแค่เรื่องของระบบค่ะ ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าเราเป็นคนไทย แล้วมีคนมาตั้งกิจกรรมในประเทศไทย พอเราสมัครกลับไม่ได้รับอนุญาต แต่คนต่างชาติสมัครแล้วผ่านทันที อ้าว…ทำไมหล่ะ เกิดอะไรขึ้น? หรือเพราะเราไม่ใช่ฝรั่ง?  ต่อให้ภายหลังเจ้าของงานบอกว่า “อุ๊ย ระบบผิดพลาด” เราก็คงอดสงสัยไม่ได้ว่า… แล้วทำไมระบบถึงผิดพลาดกับคนกลุ่มเดียวกลุ่มที่ ‘ไม่ใช่ฝรั่ง’ล่ะ? นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องถึงลุกลามอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย  เท่านั้นแหล่ะค่ะ… จากดราม่าชมรมวิ่ง กลายเป็นเรื่องถึงตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เรื่องราวลามไปถึงระดับประเทศทันที และตรงนี้แหละค่ะที่เรื่องพลิกจากดราม่าในโซเชียลไปเป็นเรื่องจริงจัง

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของอินโดนีเซียประกาศว่า ชายชาวดัตช์สองคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมดังกล่าวถูกขึ้นบัญชีห้ามเดินทางกลับเข้าอินโดนีเซีย ซึ่งพวกเขาเดินทางออกจากบาหลีไปยังสิงคโปร์แล้วก่อนที่มาตรการห้ามเข้าประเทศจะมีผล

สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียไม่พอใจไม่ได้มีแค่เรื่องการถูกกล่าวหาว่ากีดกันคนท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นเรื่อง การจัดกิจกรรมโดยชาวต่างชาติและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องด้วย โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของอินโดนีเซียถึงกับใช้คำว่า กิจกรรมลักษณะนี้ไม่ควรกลายเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” หรือ state within a state เพราะชาวต่างชาติไม่สามารถเข้ามาอยู่ในอินโดนีเซียแล้วสร้างกฎของตัวเองขึ้นมาได้ พูดง่าย ๆ คือ…

มาอยู่ที่บ้านเขา ก็ต้องเล่นตามกติกาของบ้านเขาค่ะ


แล้วชาวดัตช์สองคนผิดเรื่อง “เหยียดคนอินโดนีเซีย” จริงหรือเปล่า? ตรงนี้แอดมินอยากให้แยกเป็นสองประเด็นนะคะ เพราะข่าวที่ออกมามีทั้ง “ข้อกล่าวหา” และ “คำชี้แจงจากผู้จัด” ในฝั่งหนึ่ง มีชาวอินโดนีเซียออกมาแชร์ประสบการณ์ว่าไม่สามารถสมัครเข้าร่วมได้ แต่ทำไมแฟนของตัวเองที่เป็นฝรั่งหรือผู้สมัครชาวตะวันตกสามารถเข้าร่วมได้ทันที ขณะที่ภาพหน้าจอการสนทนาต่าง ๆ ถูกนำมาเผยแพร่จนกลายเป็นไวรัล

แต่อีกฝั่ง Entourage ยืนยันว่าไม่ได้มีนโยบายห้ามชาวอินโดนีเซีย และอธิบายว่าการปฏิเสธบางรายเกิดจากข้อผิดพลาดของระบบอัตโนมัติตามที่กล่าวไปก่อนหน้า ดังนั้น ถ้าจะเขียนให้แฟร์ที่สุด แอดมินคิดว่าเราไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าสองคนนี้ตั้งใจเหยียดคนอินโดนีเซีย เพราะเจตนานั้นเป็นสิ่งที่ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีชาวอินโดนีเซียบางรายรู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันจากกิจกรรมในประเทศของตัวเอง และความรู้สึกตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

ทำไมเรื่องนี้ถึงกระทบความรู้สึกของคนบาหลีมากขนาดนั้น? อันนี้น่าสนใจมากค่ะ เพราะถ้าเป็นแค่ชมรมวิ่งธรรมดา เรื่องอาจจบอยู่ในกลุ่มนักวิ่งไปแล้ว แต่ Canggu และพื้นที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในบาหลีมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม digital nomads และ expats (ซึ่งหากใครชอบไถ Instagram หรือ Tiktok จะรู้เห็นอยู่บ่อยๆว่า Influencers จากโลกตะวันตกนั้นชอบมาอาศัยอยู่ที่บาหลี) จนเกิดการถกเถียงกันมาสักพักแล้วว่าบาหลีควรเปิดรับชาวต่างชาติมากแค่ไหน และเส้นแบ่งระหว่าง “การมาใช้ชีวิต” กับ “การสร้างโลกของตัวเอง” อยู่ตรงไหน

The Guardian รายงานว่า เหตุการณ์ Entourage กลายเป็นจุดที่ทำให้ความไม่พอใจเรื่องชาวต่างชาติในบาหลีปะทุขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง Canggu ที่มีธุรกิจ co-working space ฟิตเนส คลับกีฬา และกิจกรรมที่มุ่งเป้าไปยังชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก และสิ่งที่น่าคิดคือ คนท้องถิ่นไม่ได้หมายความว่าต่อต้านชาวต่างชาติทั้งหมดนะคะ ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากกว่าคือ ถ้าคุณเลือกบาหลีเป็นบ้านหรือเป็นสถานที่ที่คุณอยากใช้ชีวิต คุณควรสร้างชุมชนที่แยกตัวออกจากคนท้องถิ่นทั้งหมดจริงหรือ?

จากมุมแอดมิน เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ “คนดัตช์” อย่างเดียว

ตรงนี้แอดมินอยากย้ำมาก ๆ ค่ะ เพราะพาดหัวข่าวอาจทำให้เรารู้สึกว่าเป็นเรื่อง “สองหนุ่มดัตช์ทำเรื่องไม่ดีที่บาหลี” แต่จริง ๆ แล้วประเด็นใหญ่กว่านั้นมาก สองคนนี้เป็นชาวเนเธอร์แลนด์ก็จริง แต่เรื่องนี้ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นพฤติกรรมของคนดัตช์ หรือว่าชาวเนเธอร์แลนด์ทุกคนมีทัศนคติแบบเดียวกัน

ในความเป็นจริง ชุมชนชาวดัตช์ในต่างประเทศมีทั้งคนที่เข้ากับคนท้องถิ่น เรียนภาษา เคารพวัฒนธรรม และมีส่วนร่วมกับสังคมท้องถิ่น และแน่นอนว่าอาจมีบางคนที่ใช้ชีวิตอยู่ใน “expat bubble” ของตัวเอง หากมองย้อนดู ก็คล้ายๆกับเวลาเราไปอยู่ต่างประเทศ หลายๆคนก็ชอบสุงสิงกับกลุ่มคนไทย อาจด้วยเพราะภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมแบบเดียวกัน มองตากันก็เข้าใจกันแล้ว ตัวเเอดมินบางทีก็เป็นค่ะ…

เรื่องนี้จึงน่าสนใจในฐานะ บทเรียนสำหรับชาวต่างชาติทุกชาติ มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นดัตช์ อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมัน หรือชาติไหนก็ตาม เพราะเมื่อเราไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “community ของเรา” ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ภายใต้กฎหมายและสังคมของประเทศเจ้าบ้านค่ะ

หลังจากกระแสวิจารณ์รุนแรง Entourage Bali ประกาศระงับกิจกรรมต่าง ๆ ชั่วคราว และออกมาขอโทษต่อผู้ที่รู้สึกไม่พอใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียก็ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นว่า กิจกรรมวิ่งที่จัดเป็นกิจกรรมขนาดใหญ่จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง ล่าสุด สื่อภาษาดัตช์ IndonesiëNu รายงานเพิ่มเติมว่า ชายชาวดัตช์ทั้งสองคนถูกกำหนดโทษห้ามเดินทางเข้าอินโดนีเซียเป็นเวลา 10 ปี โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมโดยไม่มีใบอนุญาตและการละเมิดเงื่อนไขของใบอนุญาตพำนัก เรียกได้ว่า จากที่คิดว่าจะเป็นแค่เช้าวิ่งกับเพื่อน กลายเป็นวิ่งออกจากประเทศกันเลยทีเดียว 😅

สำหรับแอดมิน เรื่องนี้มีบทเรียนอยู่หลายอย่างเลยค่ะ อย่างแรกคือ การมี community ของชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องผิด ทุกประเทศมี expat community และกลุ่มคนที่มีความสนใจเหมือนกันอยู่แล้ว เหมือนกับเวลาที่เราไม่เรียน ไปทำงานที่ต่างประเทศ เราก็จะมีกลุ่มคนไทยคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันแต่ถ้ากิจกรรมนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ และดำเนินการอยู่ในประเทศของคนอื่น ก็ต้องเคารพทั้งกฎหมายและคนในพื้นที่ พยายามเข้าใจวัฒนธรรมของเขา เพื่อปรับตัวร่วมกับคนในพื้นที่ให้ได้

อย่างที่สองคือ คำว่า “ระบบผิดพลาด” อาจอธิบายเหตุการณ์ได้ แต่ไม่ได้ลบความรู้สึกของคนที่ได้รับผลกระทบ ถ้าระบบคัดคนผิดจริง สิ่งที่ควรทำต่อไปอาจไม่ใช่แค่บอกว่า “ระบบรวน” แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า ระบบถูกออกแบบมาอย่างไร ใครกำหนดเกณฑ์ และทำไมผลลัพธ์ถึงกระทบคนบางกลุ่มมากกว่าคนอื่น

และอย่างสุดท้าย…

หากเรามีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตในประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นบาหลี เนเธอร์แลนด์ หรือประเทศไหนในโลกก็ตาม แอดมินคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องทิ้ง community ของตัวเอง เพียงเพราะเราอยู่ต่างประเทศ แต่เราก็ควรเปิดประตูให้คนของประเทศนั้นเข้ามาอยู่ในโลกของเราด้วย เพราะการย้ายไปอยู่ที่ไหนสักแห่งไม่ได้แปลว่าเรากำลังซื้อพื้นที่นั้นเป็นของตัวเองค่ะ และบางที…ชมรมวิ่งที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ชมรมที่คัดว่า “ใครควรวิ่งด้วย” แต่อาจเป็นชมรมที่ทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน สามารถวิ่งไปด้วยกันได้จริง ๆ

หากใครที่กำลังจะไปเรียนต่อ ไปทำงาน หรือย้ายถิ่นฐานไปที่เนเธอรแลนด์ เบลเยียมแล้วยังไม่ได้ภาษาดัตช์เบื้องต้น สามารถติดต่อมายังแอดมินหรือที่นี่ได้เลยนะคะ การได้รู้ภาษาท้องถิ่นของประเทศที่เราจะไปอยู่จะช่วยให้เราปรับตัวได้ดีขึ้น เข้าใจความคิดอ่านของคนในท้องถิ่น และความก้าวหน้าในหน้าที่การงานหากเราเข้าใจภาษาดัตช์ของเขาได้ดีค่ะ 🙂 


แหล่งอ้างอิง:
https://www.indonesienu.nl/2026/07/inreisverbod-voor-twee-nederlanders-na-hardloopevenement-op-bali.html
https://www.indonesienu.nl/2026/07/tien-jaar-inreisverbod-voor-nederlanders-om-illegaal-hardloopevenement-op-bali.html
https://www.businessinsider.com/bali-getting-tougher-foreigners-rules-indonesia-digital-nomads-remote-work-2026-8
https://www.theguardian.com/world/2026/aug/01/just-the-tip-of-the-iceberg-how-a-bali-run-club-reignited-tourist-tensions-on-holiday-island
https://www.businessinsider.com/bali-getting-tougher-foreigners-rules-indonesia-digital-nomads-remote-work-2026-8

รูปจาก
https://linktr.ee/entourage.bali
https://www.instagram.com/p/DbKnWCnD2Ve/
https://thebalisun.com/bali-tourist-only-run-club-controversy-gets-international-attention/
https://unsplash.com/